| บทนำ |
| อนุภาค Low Density Lipoprotein (LDL) ขนาดเล็กและหนาแน่น (Small Density LDL; sdLDL) ถูกตั้งสมมติฐานว่าเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว (atherosclerosis; AS) และโรคหลอดเลือดหัวใจ (Congenital Heart Disease; CHD) อย่างไรก็ตามการศึกษาความสัมพันธ์ระดับ sdLDL และ LDL จะช่วยเพิ่มแนวทางการเฝ้าระวังความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้ดียิ่งขึ้น |
| วัตถุประสงค์ |
| เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อระดับภาวะไขมันในเลือดชนิด LDL และ sdLDL และความสัมพันธ์ระหว่างระดับไขมันชนิด LDL และ sdLDL ของบุคลากรโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี |
| วิธีการศึกษา |
| เก็บข้อมูลย้อนหลังจากระบบสารสนเทศในโรงพยาบาลและห้องปฏิบัติการ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และด้วยสถิติ Chi-Square Test |
| ผลการศึกษา |
| พบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 88.0 อายุเฉลี่ย 47 ปี ดัชนีมวลกายเฉลี่ยเท่ากับ 24.55 kg/m2 ระดับไขมันเฉลี่ย LDL-C = 124.78 mg/dL และ sdLDL = 34.79 mg/dL ผลวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ระดับไขมันในเลือดชนิด LDL และ sdLDL พบว่า เพศมีความสัมพันธ์กับระดับไขมัน LDL-C (p=0.022) และ sdLDL (p=0.030) ส่วนปัจจัยอายุ และดัชนีมวลกายสัมพันธ์กับ sdLDL (p=0.002 และ 0.001 ตามลำดับ) และผลการศึกษาพบว่า LDL-C มีความสัมพันธ์กับ sdLDL อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.667, p<0.01) |
| สรุป |
| จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ระดับ LDL-C กับ sdLDL มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสามารถใช้ระดับ LDL-C เป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้นหรือใช้ในการคัดกรองแทนการตรวจวัดระดับ sdLDL ได้ เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในบุคลากรกลุ่มนี้ เนื่องจากในการตรวจ Lipid profile ที่โรงพยาบาลนั้น ไม่ได้เปิดการทดสอบ sdLDL เป็นการทดสอบประจำวัน (Routine) แต่สำหรับบุคลากรที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น เพศหญิง ผู้สูงอายุ และ คนที่มี BMI สูง การตรวจวัดระดับ sdLDL ร่วมกับ LDL-C อาจให้ความแม่นยำในการประเมินความเสี่ยงที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยให้สามารถปรับกลยุทธ์การป้องกันและจัดการโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในทางคลินิก |
| คำสำคัญ |
| ไลโพโปรตีนหนาแน่นต่ำ Small Density LDL ระดับไขมันในเลือด โรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว โรคหลอดเลือดหัวใจ |